Cryptocurrency อีกขั้นของการเงินยุคใหม่ไร้ศูนย์กลางฉบับปี 2022

ทำความรู้จักกับคริปโตเคอร์เรนซี่ว่ามันคืออะไร ทำไมผู้คนในยุคนี้ถึงนิยมลงทุนกับการซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทนี้

แชร์บทความของเหมียวให้หน่อยนะ~

ขึ้นชื่อว่า “เงิน” แน่นอนมันคือสิ่งที่หลายคนปรารถนาที่อยากจะครอบครองไว้เป็นของตนเอง เพื่อได้หวังได้ชีวิตที่สุขสบายราวกับเป็นเศรษฐีที่อยากซื้ออะไรก็ได้ ไม่ว่าเป็นรถสปอร์ตหรู บ้านในฝัน คฤหาสน์พร้อมสระว่ายน้ำ หรือแม้กระทั่งอสังหาริมทรัพย์ แต่คุณเคยคิดหรือไม่ว่าระบบการเงินที่ใช้ในปัจจุบันโดยที่มีธนาคารหรือรัฐบาลเป็นตัวกลางควบคุมการเงิน ถึงแม้ว่าฟังดูเหมือนจะดีที่มีคนควบคุม แต่ถ้าหากวันนึงเกิดปัญหาวิกฤตทางการเงิน เช่น สภาวะเงินเฟ้อ แน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้เกิดวิกฤตแบบนี้ เพราะมันส่งผลกระทบต่อสกุลเงินบาทโดยตรง ทำให้สกุลเงินบาทลอยตัว มูลค่าเงินบาทลดลง หากผู้ควบคุมไม่มีความรู้ทางด้านการควบคุมบริหารเงินหรือบริหารงานที่ผิดพลาดก็อาจทำให้เกิดประเทศล้มละลายได้

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่าจะเป็นไปได้มั้ยถ้าเราจะใช้ระบบการเงินที่ไม่มีคนควบคุมหรือตัวกลางมาดูแลและตรวจสอบตลอดการทำธุรกรรมของเรา ก็คงมีคำตอบเพียงแค่ข้อเดียวที่เห็นได้ชัดเจนในปัจจุบันนั้นก็คือ “Cryptocurrency” สำหรับในบทความนี้เหมียวกวักทรัพย์พามาทำความรู้จัก Cryptocurrency ระบบการเงินที่ไร้จุดศูนย์กลางว่ามันคืออะไร แล้วอะไรที่ทำให้กลายเป็นที่นิยมในปัจจุบันหรือนิยมมานานแล้ว บทความนี้มีคำตอบและคลายข้อสงสัยได้ทุกข้อภายในบทความเดียว

อะไรคือ Crytocurrency

Cryptocurrency เป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่งที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่ไม่มีรูปร่างทางกายภาพ (Physical) ไม่มีตัวตนและไม่สามารถจับต้องได้เหมือนกับเงินสดหรือบัตรเครดิตที่เราคุ้นชินเหมือนใช้ในชีวิตประจำวัน (Fiat Money) โดยสินทรัพย์ประเภทนี้มีสกุลเงินดิจิทัลหลากหลายชนิด ซึ่งหนึ่งในสกุลเงินดิจิทัลที่เชื่อได้เลยว่าทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีนั้นก็คือ Bitcoin (บ้างก็ว่าเป็นเหรียญที่อ้างอิงจากชื่อ แต่ในความเป็นจริงแล้ว Bitcoin คือสกุลเงินดิจิทัลชนิดหนึ่งใน Cryptocurrency) เนื่องจากเป็นสกุลเงินดิจิทัลแรกของโลกที่สร้างเสียงฮือฮาให้กับผู้คนมากมายจนกลายเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนจากนักลงทุนระดับใหญ่ โดยมูลค่าในแต่ละสกุลเงินดิจิทัลนั้นมีการแปรผันอยู่ตลอดเวลาและไม่มีมูลค่าที่ตายตัว แต่เบื้องหลังการทำงานของสกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้มีการเข้ารหัสลับที่รักษาความปลอดภัยสูงในการทำธุรกรรมการเงิน การซื้อ-ขาย การโอนเหรียญ รวมไปถึงการแสดงข้อมูลยืนยันความเป็นเจ้าของเหรียญที่ครอบครองนั้น ซึ่งกระบวนการทำงานนี้จะใช้เทคโนโลยีที่มีชื่อว่า “Blockchain”

Blockchain คือจุดกำเนิดของ Bitcoin

คำว่า “Blockchain” ถ้ามองดูผิวเผินมันแปลประมาณว่าเป็นกล่องที่มีการล่ามโซ่ต่อกับกล่องใบอื่น ๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกระบวนการทำงานมีลักษณะคล้ายคลึงกันดังกล่าว ซึ่งเทคโนโลยีนี้ได้ถูกใช้ขึ้นในการสร้าง Cryptocurrency โดยย้อนกลับไปในปี 2008 จากนามปากกาที่มีชื่อว่า Satoshi Nakamoto ผู้ให้กำเนิดเหรียญ Bitcoin และลือกันว่ามีการครอบครองเหรียญกว่า 1 ล้านเหรียญ ปัจจุบันไม่มีใครรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาว่า “เขาคือใคร”

จุดเริ่มต้นของการกำเนิด Bitcoin มาจากเหตุการณ์ที่มีชื่อว่า Subprime Crisis หรือที่รู้จักกันคือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เกิดจากสถาบันการเงินชื่อดังในอเมริกาที่ปล่อยสินเชื่อกู้เงินให้กับผู้คนที่มีความเชื่อถือต่ำ (ถ้าให้เข้าใจง่ายก็คือปล่อยให้กู้ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าคนที่กู้ไม่มีปัญญาจ่ายเงินคืนให้ธนาคาร) เพื่อใช้ในการเช่าบ้าน ซื้ออสังหาริมทรัพย์ ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจในอเมริกาเรียกได้ว่าพังยับเยินอย่างมาก

ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ Satoshi ได้เล็งเห็นถึงปัญหานี้ก็ได้มีการคิดค้นระบบการเงินแบบใหม่โดยที่ไม่ต้องพึ่งคนกลางอย่างธนาคารมาดูแลควบคุมในเรื่องของการเงินรวมไปถึงการตรวจสอบ จึงได้มีการสร้าง Bitcoin ขึ้นมาเพื่อเป็นการใช้ระบบการเงินทางเลือกเพื่อทดแทนการใช้เงินสดหรือบัตรเครดิตที่เราใช้งานในปัจจุบัน

ลักษณะการทำงานของ Blockchain นั้นก็คือเป็นการเก็บข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน รวมไปถึงข้อมูลยืนยันตัวตนเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของที่มีการเข้ารหัสความปลอดภัยสูง เมื่อไหร่ก็ตามที่มีผู้คนครอบครองเหรียญสามารถตรวจสอบประวัติธุรกรรมการเงินของแต่ละคนได้ อีกทั้งยังตรวจสอบข้อมูลได้ด้วยว่าในแต่ละเหรียญนั้นใครเป็นเจ้าของ รวมไปถึงการปลอมแปลงข้อมูล เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการปลอมแปลงข้อมูลผู้คนที่ถือเหรียญในสกุลเงินเดียวกันนั้นจะสามารถรู้ได้ทันทีว่าใครที่ปลอมแปลงเหรียญ ซึ่งข้อดีก็คือไม่มีผู้คนหรือธนาคารใดที่เข้ามาควบคุม ดูแล ตรวจสอบการใช้เงินของเราเหมือนการใช้เงินในปัจจุบัน แต่ใช้วิธีการให้ผู้คนที่ครอบครองเหรียญสกุลเงินคริปโตด้วยกันเข้ามาตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมซึ่งกันและกันได้อย่างโปร่งใส สิ่งนี้เรียกว่า “Decentralization” หรือการกระจายอำนาจโดยที่ไม่มีศูนย์กลางในการควบคุมนั้นเอง

นอกเหนือจากนี้ยังมีสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ อีกมากมายในวงการ Cryptocurrency นอกเหนือจาก Bitcoin นั้นก็คือสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Ethereum ที่สามารถทำธุรกรรมการเงินต่าง ๆ ได้การกู้ยืมเหรียญดิจิทัล การซื้อ-ขาย โอนเหรียญ ชำระค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมได้ เหล่านี้เรียกว่าสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) แต่ปัญหาของสกุลเงินดิจิทัลทั้งสองจ้าวอย่าง Bitcoin และ Ethereum นั้นก็คือการรองรับจำนวนผู้ทำธุรกรรมจนเกิดความล่าช้าในการดำเนินการต่าง ๆ จึงทำให้มีสกุลเงินดิจิทัลใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ เพื่อแก้ปัญหานี้ได้แก่ สกุลเงิน Ripple Dodge Solana BNB เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันจำนวนสกุลเงินดิจิทัลมีมากมายถึง 1400 สกุลเงินในวงการ Cryptocurrency ที่สามารถให้ผู้ลงทุนทั่วทุกมุมโลกสามารถซื้อ ลงทุนสกุลเงินเหล่านี้ได้เพื่อใช้เก็งกำไรหรือการใช้ชำระสินค้าแทนเงินสดได้

อย่างไรก็ตามระบบการเงินไร้จุดศูนย์กลางอย่าง Cryptocurrency ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของการให้ความยอมรับในบางประเทศที่อนุญาตให้ Cryptocurrency สามารถชำระเงินได้จริง ๆ และยังมองว่าระบบการเงินรูปแบบนี้มีราคาที่ผันผวนมากเกินไปของสกุลเงินคริปโต อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิดโจรกรรมข้อมูลบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต จึงไม่เแปลกว่าระบบการเงินในรูปแบบนี้ยังคงผิดกฎหมายในบางประเทศ

Cryptocurrency เพิ่งได้รับความนิยมในปัจจุบัน ?

ย้อนกลับไปในปี 2009 เป็นปีที่เปิดตัว Bitcoin อย่างเป็นทางการซึ่งในขณะนั้น $1 สามารถแลกเหรียญได้ที่ 1306 BTC ถ้าตีมูลค่าในปัจจุบันเรียกได้ว่ามูลค่าหลายล้านบาทเลยทีเดียว แต่เนื่องด้วยในขณะนั้นที่มีข้อจำกัดในเรื่องของการใช้อินเตอร์เน็ต รวมไปถึง Hardware ในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพไม่ค่อยดีนัก อีกทั่งในเรื่องของกฎหมายที่รัฐบาลในแต่ละประเทศไม่รองรับในขณะนั้น จนกระทั่งในปัจจุบันได้กลายมาเป็นที่ยอมรับจากรัฐบาลในบางประเทศ มีกฎหมายรองรับในการใช้ Bitcoin ในการทำธุรกรรมการเงินและสามารถใช้ชำระเป็นเงินสดได้แล้วให้กับบางร้านค้ากิจการรวมไปถึงการชำระเงินค่าบริการได้อีกด้วย

อีกหนึ่งประเด็นที่ Cryptocurrency ที่ได้รับความนิยมนั้นก็คือเหตุผลทางการเมืองในบางประเทศที่ยังคงใช้ระบบสังคมนิยม คอมมิวนิตส์ หรือแม้กระทั่งระบบทุนนิยมเองอย่างเช่นประเทศไทยที่ได้มีการกระจายอำนาจรัฐ เพื่อใช้ในการปกครอง ตรวจสอบ ดูแลระบบทางการเงินที่อาศัยตัวกลางอย่างธนาคาร แต่ถ้าเกิดพบข้อผิดพลาดในตัวระบบเอง บุคลากร ผู้มีอิทธิพลหรือแม้กระทั่งข้อกฎหมาย ตัวกลางก็จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำการตรวจสอบและสามารถยึดทรัพย์สินกลับได้ทุกเมื่อ รวมไปถึงปัญหาสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำและการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้

ไม่เพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ก็ยังมีบางประเทศที่ยังคงมีการกระจายอำนาจในการควบคุมดูเเลระบบทางการเงิน จึงทำให้การซื้อขายใน Cryptocurrency จึงกลายเป็นตัวเลือกที่ผู้คนเลือกลงทุนสินทรัพย์ประเภทนี้ เพื่อเป็นเสรีภาพทางการเงิน เก็งกำไรและเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างรายได้ที่สุจริตมาจนถึงปัจจุบัน แต่ทว่ารัฐบาลในประเทศนั้นมีความเห็นว่าระบบการใช้เงินในรูปแบบ Cryptocurrency นั้นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายแล้วสั่งให้ผู้สร้างปิดระบบไปก็คงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำได้ เว้นเสียว่าตัวรัฐบาลเองที่มั่นใจว่าสกุลเงินในประเทศนั้นแข็งแรงพอและไม่มีทางล้มละลายได้ในอนาคตแล้วสั่งแบนในประเทศนั้นก็คงจะเห็นได้ชัดในประเทศสังนิยมเช่น จีน เกาหลีเหนือ เป็นต้น

ข้อดีของ Cryptocurrency

  • ไม่มีตัวกลางในการควบคุม
  • สามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส และเท่าเทียม
  • ใช้ในการทำธุรกรรมการเงินได้เหมือนกับ Fiat Money
  • ไม่มีวันล้มสลายหรือเปลี่ยนแปลงได้ ถึงแม้จะเป็นผู้มีอิทธิพลใหญ่ก็ตาม
แชร์บทความของเหมียวให้หน่อยนะ~

คอมเม้นต์พูดคุยกันได้นะเหมียว😃😃😃