ประวัติ Blockchain เบื้องหลังเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยไร้จุดศูนย์กลาง

ย้อนรอยมาดูกันว่าประวัติของ Blockchain กว่าจะเป็นเทคโนโลยีในปัจจุบันนี้ พวกเขาผ่านอะไรมาบ้าง

แชร์บทความของเหมียวให้หน่อยนะ~

กว่าจะมีเทคโนโลยีสักอย่างก็ต้องมีการคิดค้นระบบอย่างถี่ถ้วนเพื่อให้การใช้งานนั้นสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม่นยำ และตอบโจทย์ผู้ใช้งานในแต่ละด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านธุรกรรมการเงินที่ต้องอาศัยข้อมูลที่มีความแม่นยำสูง น่าเชื่อถือ สามารถตรวจสอบได้ หนึ่งในเทคโนโลยีดังกล่าวนั้นก็คือ “บล็อกเชน” (Blockchain) ที่กำลังเป็นที่นิยมมากจนนำไปถูกใช้งานมายในขณะนี้ ซึ่งหลายคนเชื่อได้เลยว่าเคยได้ยินหรือรู้จักมันมาในวงการ Cryptocurrency มาบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีบางคนยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องบล็อกเชนว่ามันคืออันเดียวกันกับ Bitcoin แต่ในความเป็นจริงแล้วมันคือเทคโนโลยีที่ถูกใช้เบื้องหลังการทำงานของ Bitcoin นั้นเอง แต่ถ้าหากใครอยากรู้ว่ากระบวนการทำงานของบล็อกเชนสามารถเข้าไปอ่านบทความของเราได้ คลิกที่นี่

สำหรับในบทความนี้ เหมียวกวักทรัพย์จะพามาย้อนรอยที่มาของบล็อกเชนว่ากว่าจะเป็นเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน เขาได้ผ่านอะไรมาบ้างในแต่ละยุคสมัย และในบทความนี้จะพาย้อนรอยไปด้วยกัน

จุดเริ่มต้นของ Blockchain

1991

จุดเริ่มต้นของเทคโนโลยี Blockchain ปรากฏครั้งแรกโดย Stuart Haber และ W. Scott Stornetta สองนักวิจัยได้มีการนำเสนอในการสร้างการเข้ารหัสในโดยการใช้ระบบห่วงโซ่ต่อกับบล็อกภายใต้การคำนวณคณิตศาสตร์ในการทำเครื่องหมายเอกสารดิจิทัลประทับเวลาไว้โดยที่ใครไม่สามารถเข้าไปแก้ไขและได้รับการอัพเดตข้อมูลไม่ให้ล้าสมัย

1992

ทั้งสองนักวิจัยได้ไอเดียในการนำรูปแบบ Merkle Tree ไปอัพเดตกับระบบโครงการของตัวเองจนทำให้เครื่องหมายเอกสารของเขาสามารถรวมข้อมูลหลาย ๆ ชุดได้ในต่อหนึ่งบล็อก โครงการเหมือนกำลังไปได้สวยทั้งสองจึงได้มีการจดสิทธิบัตร แต่ภายหลังจากที่จดสิทธิบัตรกลับทำให้พบว่าโครงการนี้มีข้อพลาดบางอย่างจึงไม่สามารถใช้งานเทคโนโลยีได้ตามกาลเวลา จนกระทั่งสิทธิบัตรนี้ได้หมดอายุในปี 2004

2004

นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่เชี่ยวชาญในเรื่องของการเข้ารหัส Hal Finney ได้มีการคิดค้นระบบการเข้ารหัสที่มีชื่อว่า Proof Of Work (PoW) นั้นก็คือการคำนวณทางตรรกะคณิตศาสตร์ในการแก้ปัญหาสมการด้วยฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ เพื่อเป็นการลดการซ้ำซ้อนของข้อมูลในแต่ละชุด โดยการใช้โทเค็นที่ได้รับการลงทะเบียนในเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขได้ สามารถใช้ในการตรวจสอบผู้ใช้งานทั่วไปแต่ละคนได้ว่ามีธุรกรรมอะไรบ้างแบบ Realtime และยังสามารถใช้ในการโอนให้กับผู้คนได้ ซึ่งสิ่งนี้จึงกลายมาเป็นต้นแบบในการกำเนิดจุดเปลี่ยนแปลงของโลกนั้นก็คือ Bitcoin

Blockchain 1.0

2008

ผู้ชายนามปากกาญี่ปุ่น Satoshi Nakamoto ได้ประกาศลงใน Whitepaper ในการสร้าง Bitcoin ขึ้นมาที่อยู่ในรูปแบบ Peer-2-Peer ที่มีข้อดีในการกระจายอำนาจทางการเงินโดยผู้ครอบครอง Bitcoin สามารถตรวจสอบธุรกรรมการเงินแต่ละคนได้โดยไม่ต้องอาศัยคนกลาง เหตุผลในการสร้าง Bitcoin นั้นสามารถอ่านบทความของเราได้คลิกที่นี่ โดยข้อมูลของแต่ละคนที่ตรวจสอบผ่านตัว Bitcoin นั้นมีกระบวนการทำงานพื้นหลังภายใต้เทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นตัวเก็บข้อมูลธุรกรรมข้อมูลของแต่ละคนที่มีรหัสความปลอดภัยสูง ซึ่งสิ่งนี้เป็นตัวการันตีที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ครอบครอง Bitcoin โดยลักษณะของการทำงานของบล็อกเชนนั้นเป็น Proof Of Work ที่อาศัยการคำนวณคณิตศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาสมการต่าง ๆ ซึ่งถ้าใครที่สามารถแก้ไขได้ก่อนเป็นคนแรกจะได้รับรางวัลเป็น Bitcoin ไปเป็นรางวัลให้กับผู้ที่สามารถแก้ไขได้เป็นคนแรก แต่ว่าตัว Bitcoin นั้น Satoshi Nakamoto ได้มีการกำหนดไว้ว่าจำนวนเหรียญ Bitcoin จะมีเพียงแค่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้นแล้วความยากในการขุดหา Bitcoin จะยากขึ้นทุก ๆ 4 ปีเพื่อป้องกันการเกิดเงินเฟ้อในตลาด Bitcoin

2009

Satoshi Nakamoto ได้ทำการเปิดตัว Bitcoin อย่างเป็นทางการที่ให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถซื้อเหรียญ Bitcoin ได้ โดยราคาในขณะนั้นคือ $1 แลกได้มากถึง 1306 BTC โดยในขณะนั้นตัวเทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถทำได้เพียงแค่การบันทึกธุรกรรมกับการโอนเหรียญเท่านั้น ซึ่งธุรกรรมแรกของ Bitcoin ที่เกิดขึ้นนั้นคือการโอนเหรียญของ Satoshi จำนวน 10 เหรียญให้กับ Hal Finney

การมาของ Ethereum (Blockchain 2.0)

2013

Vitalik Buterin หนึ่งในทีมโปรแกรมเมอร์และผู้ร่วมนิตยสาร Bitcoin ได้มองว่าตัว Bitcoin นั้นน่าจะมีความสามารถที่ทำอะไรได้มากกว่านี้นอกเหนือจากการซื้อ-ขาย และโอนเหรียญให้กับผู้คน ทำให้ Vitalik Buterin สร้างระบบใหม่อันหนึ่งที่มีลักษณะเครือข่าย Peer-2-Peer เหมือนกันนั้นก็คือแพลตฟอร์ม Ethereum ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสาธารณะที่สามารถให้ใครนำไปพัฒนาต่อได้ แต่ในตัวบล็อกเชนของ Ethereum นั้นยังคงใช้กระบวนการทำงานที่มีลักษณะเช่นเดียวกันกับ Bitcoin นั้นก็คือ Proof of Work (POW) คือการที่ใช้พลังงานตัวฮาร์ดแวร์ในการคำนวณแก้สมการทางคณิตศาสตร์แข่งกันใครที่สามารถแก้สมการได้ก่อนคนนั้นจะได้รับรางวัลเป็นเหรียญ Ethereum ตอบแทนเช่นเดียวกันกับตัว Bitcoin แต่สิ่งที่แตกต่างจาก Bitcoin นั้นก็คือการเพิ่มความสามารถในการทำสัญญาอัจฉริยะหรือที่เรารู้จักกันนั้นก็คือ “Smart Contract” ที่มีความสามารถในการให้คำมั่นสัญญาให้กับผู้บันทึกข้อมูลได้ภายใต้การเข้ารหัสและทุกคนที่ครอบครองเหรียญสามารถตรวจสอบได้ Smart Contract จึงได้มีการพัฒนาความสามารถในการทำสินเชื่อ การกู้ยืม หรือการทำธุรกรรมของตัว Ethereum ได้จนกลายเป็นจุดสนใจที่สามารถดึงดูดนักพัฒนาได้ไม่น้อย

2015

ได้มีการเปิดตัว Ethereum อย่างเป็นทางการจนกลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีจำนวนธุรกรรมที่มากที่สุดและได้รับความนิยมจนประสบความสำเร็จมาก ซึ่งจุดนี้แหละคือจุดเริ่มต้นของวงการ Cryptocurrency อย่างแท้จริง เนื่องจากที่มีธุรกรรมทางการเงินและยังมีความสามารถในการทำสัญญาอัจฉริยะ ทำให้มีมูลค่าทางการตลาด (Marketcap) สูงขึ้นในเวลาต่อมา อย่างไรก็ดีทั้งสองแพลตฟอร์มอย่าง Bitcoin และ Ethereum มีจำนวนในการทำธุรกรรมที่มากขึ้นจนส่งผลทำให้มีมูลค่า Marketcap สูงขึ้นแต่ทั้งสองแพลตฟอร์มนี้ยังคงประสบปัญหาเจออย่างหนึ่งนั้นก็คือความล่าช้าในการดำเนินธุรกรรมต่าง ๆ เนื่องด้วยจำนวนผู้ใช้งานในแต่ละแพลตฟอร์มมากขึ้น จึงเป็นฉนวนสำคัญที่ทำให้เกิดแพลตฟอร์มใหม่เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับปัญหาความล่าช้าเหล่านี้ จนทำให้การเกิดแพลตฟอร์มขึ้นมาใหม่ต่าง ๆ นาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ จึงทำให้วงการตลาด Cryptocurrency ได้รับความนิยมมากขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน

Blockchain กับอนาคต (Blockchain 3.0)

2015

ในปีเดียวกัน Charles Hoskinson หนึ่งในผู้ก่อตั้งของ Ethereum ที่ได้เล็งเห็นถึงปัญหาในเรื่องของจำนวนธุรกรรมที่รองรับมากขึ้นรวมไปถึงการดำเนินการที่ล่าช้าทำให้เขาได้มีการซุ่มพัฒนาแพลตฟอร์มหนึ่ง เพื่อแก้เกมปัญหาของ Ethereum ที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งแพลตฟอร์มกล่าวถึงนั้นคงจะเดากันไม่ยากนั้นก็คือ Cardano นั้นเอง โดยจุดที่แตกต่างจาก Ethereum นั้นก็ตัวบล็อกเชนที่สามารถขยายจำนวนธุรกรรมที่รองรับได้มากขึ้นในอนาคต การขยายตัว ความเร็วในการดำเนินการทำธุรกรรมที่รวดเร็วมากขึ้นและเร็วกว่า Ethereum และการลดค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม โดยเบื้องหลังการทำงานของบล็อกเชนในตัวของ Cardano นั้นจะใช้ระบบการทำงานที่มีชื่อว่า Proof of Stake (POS) นั้นก็คือในการเพิ่ม Node ใหม่ในระบบนั้นจะต้องมีการวางเดิมพันว่าใครวางจำนวนเดิมพันมากที่สุด คนนั้นจะได้รับสิทธิ์ในการยืนยันและได้รับค่าตอบแทนนั้นไป ซึ่งในตัวระบบบล็อกเชนนี้ทำให้การดำเนินการที่รวดเร็วโดยใน 1 วินาทีสามารถทำธุรกรรมได้จำนวนถึง 267 ธุรกรรม ในขณะที่ Ethereum นั้นทำได้เพียง 20-30 ธุรกรรมใน 1 วินาที โดยสกุลเงินที่ใช้ในเครือข่ายจะใช้เป็น “Ada”

2017

Cardano ได้ทำการเปิดตัวแพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการพร้อมได้มีการจัดตั้งองค์กรอีก 3 แห่งที่คอยหนุนหลังพัฒนาได้แก่ Cardano Foundation, IOHK และ Emurgo ส่งผลทำให้มูลค่า Marketcap สูงขึ้นจนได้รับฉายานามว่า Ethereum Killer ในเวลาต่อมา แต่ในปีเดียวกันหนึ่งในทีมงานของ Ethereum ระดับ Technology Officer (CTO) ที่มีนามว่า Gevin Wood ก็ได้เล็งเห็นถึงปัญหาของ Ethereum ในเรื่องของการขยายจำนวนธุรกรรมที่รองรับเพิ่มมากขึ้นและเพิ่มความสามารถในการเข้าเชื่อมต่อระหว่างตัวบล็อกเชน ด้วยความที่เป็นหนึ่งในผู้บริหารระดับใหญ่ทำให้รู้ถึงปัญหาจนเป็นอีกหนึ่งไส้ศึกของ Ethereum จึงได้มีการสร้างแพลตฟอร์มหนึ่งขึ้นมาที่มีชื่อว่า “Polkadot” เพื่อใช้ในในการทำธุรกรรมข้ามแพลตฟอร์มได้อย่าง Ethereum จนกลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่น่าถูกจับตามองเป็นอย่างมาก ส่งผลทำให้มูลค่าสูงขึ้นในเวลาต่อมา

2020

Ethereum ได้มีการประกาศเปิดตัวการวางแผนพัฒนาระบบ Ethereum 2.0 เนื่องจากตัวแพลตฟอร์มของ Ethereum ได้ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นมานานทั้งในเรื่องของปัญหาความล่าช้า การขยายจำนวนที่รองรับธุรกรรมที่มากขึ้นและตัว Smart Contract จึงได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่โดยแต่เดิมที่ใช้กระบวนการทำงาน Proof of work มาเป็น Proof of stake เพื่อเป็นการลดทรัพยากรไฟฟ้าในการคำนวณและการทำธุรกรรม ส่งผลทำให้การดำเนินการที่เร็วขึ้นจากเดิมจำนวนธุรกรรมที่รองรับอยู่ที่ 20-30 ธุรกรรมต่อ 1 วินาที เป็น 100,000 ธุรกรรมต่อ 1 วินาที โดยในขณะนี้อยู่ในดำเนินการอัพเกรดและคาดว่าน่าจะเสร็จภายในปี 2022 นี้

เห็นได้ว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนได้มีการพัฒนาตามกาลเวลาในแต่ละยุคสมัยและประสิทธิภาพการทำงานของแต่จ้าวโดยส่วนใหญ่การแข่งขันเทคโนโลยีบล็อกเชนมักจะเกิดขึ้นในตลาดวงการ Cryptocurrency เพื่อให้แสดงถึงความมั่นคง ความปลอดภัยให้มีความน่าเชื่อถือในการเก็บข้อมูล รวมไปถึงประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็วและจำนวนการรองรับของผู้ใช้งานจึงทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น ส่งผลทำให้มูลค่า Maketcap ที่สูงขึ้นในแต่ละจ้าว นี้เป็นประวัติของบล็อกเชนส่วนหนึ่งซึ่งเชื่อได้ว่ามีจ้าวตลาด Cryptocurrency ในแพลตฟอร์มอื่นที่อาจมีการสร้างหรือพัฒนาไว้ก่อนข้อมูลในบางเหตุการณ์ที่ได้เขียนไว้ในบทความนี้ ซึ่งตัวผู้เขียนจะขอหยิบยกบางจ้าวที่เป็นสำคัญจริง ๆ และสุดท้ายนี้ขอฝากให้กับผู้อ่านทุกท่านก่อนการลงทุน Cryptocurrency นั้นควรมีการศึกษามาให้อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับตัวของผู้ลงทุนเอง

แชร์บทความของเหมียวให้หน่อยนะ~

คอมเม้นต์พูดคุยกันได้นะเหมียว😃😃😃